คำถามที่พบได้บ่อย

Home / คำถามที่พบได้บ่อย

ผลิตภัณฑ์เบเนคอล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอล
รายละเอียดคำถามที่พบบ่อย ศึกษาได้จากข้อมูลด้านล่าง

เบเนคอล ทำงานอย่างไร

เบเนคอล ทำงานโดยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากทางเดินอาหารมิให้เข้าสู่กระแสเลือด ผลการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลจากการใช้ เบเนคอล จะสังเกตได้ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งสามารถลดคอเลสเตอรอลได้สูงสุด 15 % หลังจากเริ่มรับประทานตามปริมาณที่แนะนำ

เบเนคอล มาจากไหน

แพลนท์ สตานอล มีอยู่ในข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และพืชอื่นๆ ตามธรรมชาติในปริมาณเล็กน้อย และเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วยลดคอเลสเตอรอลเมื่อบริโภคอย่างต่อเนื่อง การผสม แพลนท์ สตานอล เข้ากับสารสกัดจากน้ำมันพืช ทำให้ได้ แพลนท์ สตานอล เอสเทอร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ดีเยี่ยมสำหรับนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายชนิด เบเนคอล ถูกผลิตขึ้นที่ Raisio ในประเทศฟินแลนด์ และ Charleston ใน เบเนคอล Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา

เบเนคอล มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลมากแค่ไหน

จากผลการศึกษาวิจัยกว่า 70 ชิ้น ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เช่น the New England Journal of Medicine and Circulation, National Cholesterol Education Program (NCEP) ได้กล่าวถึงประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและความปลอดภัยของ เบเนคอล การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เบเนคอล ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีได้สูงถึง 15% โดยไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือเอชดีแอล

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าระดับคอเลสเตอรอลของเราสูงเกินไป

การมีระดับคอเลสเตอรอลสูงมิใช่สิ่งที่คุณจะมองเห็นหรือรู้สึกได้เอง วิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดคือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

เบเนคอล เหมาะกับทุกคนหรือไม่

ผลิตภัณฑ์ เบเนคอล เหมาะสำหรับทุกคนที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินมาตรฐาน หรือผู้ที่ต้องการป้องกันมิให้ระดับคอเลสเตอรอลของตนเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีสตรีมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอล

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใช้ เบเนคอล แล้วได้ผลจริงๆ

เบเนคอล จะเริ่มปรากฏผลภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากเริ่มบริโภคตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน การตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลจะช่วยให้คุณเห็นว่า เบเนคอล ทำงานได้ผลจริงๆ

เราจะใช้ เบเนคอล เมื่อไรและอย่างไร

เพื่อผลที่ดีที่สุด ควรบริโภคเบเนคอลอย่างสม่ำเสมอพร้อมมื้ออาหาร ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ขึ้นไป

เราสามารถใช้ เบเนคอล ร่วมกับยาลดคอเลสเตอรอลได้หรือไม่

ผู้ที่ใช้ยาลดคอเลสเตอรอลควรจะปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นของแต่ละบุคคล เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม คนไข้หลายรายได้ประโยชน์จากการใช้ ผลิตภัณฑ์อาหาร เบเนคอล ร่วมกับการใช้ยาลดคอเลสเตอรอล โดย เบเนคอล จะออกฤทธิ์เสริมกับยาลดคอเลสเตอรอลช่วยให้มีประสิทธิภาพในการลดคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราบริโภค เบเนคอล น้อยกว่าปริมาณ เบเนคอล ที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคุณจะลดลง แต่อาจจะไม่มากนัก หรือไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน การพลาดการบริโภค เบเนคอล เพียง 1 หรือ 2 วัน อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ขอให้เข้าใจว่า เบเนคอล ช่วยป้องกันการดูดซึมของคอเลสเตอรอลส่วนเกินได้ เมื่อบริโภคอย่างสม่ำเสมอพร้อมมื้ออาหารเท่านั้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราบริโภค เบเนคอล มากกว่าปริมาณ เบเนคอล ที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

การได้รับ เบเนคอล ในปริมาณที่มากเกินไปจะไม่ทำอันตรายคุณแต่อย่างใด เนื่องจากมันไม่ถูกดูดซึม และจะถูกขับออกจากร่างกายได้ตามกลไกธรรมชาติ

จะเกิดอะไรขึ้นหากเราหยุดบริโภค เบเนคอล

หากยังคงไว้ซึ่งรูปแบบการดำรงชีวิตแบบเดิม ระดับคอเลสเตอรอลของคุณจะกลับไปอยู่ในระดับเดียวกันกับแต่ก่อนที่คุณจะบริโภค
ผลิตภัณฑ์เบเนคอล

เบเนคอล มีผลข้างเคียงใดๆ หรือไม่

ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายใดๆ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถดูดซึม แพลนท์ สตานอล ส่วนใหญ่ได้ เบเนคอล จึงไม่สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ไม่มีการรายงานถึงผลข้างเคียงใดๆ ในการศึกษาทางการแพทย์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ เบเนคอล

การบริโภค เบเนคอล จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลของเราลดลงมากเกินไปหรือไม่

เบเนคอล จะไม่ลดระดับอคเลสเตอรอลของคุณมากเกินไป เนื่องจากร่างกายจะปรับสมดุลโดยผลิตคอเลสเตอรอลให้เพียงพอกับความต้องการ

เราจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เบเนคอล ในประเทศจากที่ใด

แค่มองหาเครื่องหมายการค้า เบเนคอล คุณก็จะได้พบกับผู้ผลิต เบเนคอล ในประเทศคุณ ซึ่งปัจจุบันมีจำหน่ายกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เบเนคอล จะให้ผลเหมือนๆ กันในทุกๆ ประเทศ

ผลิตภัณฑ์เบเนคอล ทุกชนิดมีส่วนผสมของ แพลนท์ สตานอล ที่ผลิตโดยบริษัท ไรซีโอ เบเนคอล เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามปริมาณของส่วนผสมอาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นกรุณาอ่านข้อมูลบนฉลากเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับ แพลน สตานอล ตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ข้อแนะนำในการเก็บรักษา และอายุสินค้าของ เบเนคอล

เนื่องจาก เบเนคอล เป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ผสม แพลนท์ สตานอล ซึ่งมีอายุประมาณ 37 วัน จึงควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-5 เซลเซียส (ไม่แช่ในช่องแช่แข็ง) เมื่อเปิดแล้ว ควรดื่มให้หมดทันที วันที่หมดอายุสามารถดูได้ที่ฉลาก เบเนคอล

เบเนคอล มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก หรือช่วยระบายหรือไม่

งานวิจัยของเบเนคอล ยืนยันประโยชน์ในการลดคอเลสเตอรอลเท่านั้น ในผู้ที่ดื่มเบเนคอลแล้วน้ำหนักลดลงหรือมีการระบายที่ดีขึ้น น่าจะมาจากความตั้งใจในการรักษาสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

เบเนคอล มีรสหวาน คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานได้หรือไม่

ความหวานในเบเนคอลเป็นความหวานที่ได้มาจากสารให้ความหวานแทนน้ำตาล อาทิเช่น ไซลิทอล แอสปาแทม ซูคราโลส และอะซีซัลเฟมเค ซึ่งปลอดภัยในการบริโภค ในเบเนคอลแต่ละขวด มีน้ำตาลเพียง 1-2 กรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มาจากน้ำผลไม้ที่เป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์

เบเนคอล ให้พลังงานมากแค่ไหน

เนื่องจากแพลนท์ สตานอล เอสเทอร์ อยู่ในรูปไขมัน แต่เป็นไขมันที่จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ในแต่ละขวดของเบเนคอลจึงให้พลังงานที่ดูดซึมได้เพียงขวดละ 15 กิโลแคลอรี่เท่านั้น

เบเนคอล ไม่เหมาะกับผู้ใด

ส่วนผสมหลักของเบเนคอลมาจาก น้ำผลไม้ โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง แพลนท์ สตานอล เอสเทอร์ และสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ผุ้ที่ไม่สามารถทานได้คือผู้ที่มีอาการแพ้ต่อส่วนผสมดังกล่าว คือ ผู้ที่แพ้ถั่ว ผู้ที่มีสภาวะฟีนิลคีโตนูเรีย (ผู้ซึ่งไม่สามารถย่อยสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ ซึ่งพบได้น้อยมาก) และ ผู้ที่มีสภาวะ Sitosterolemia (ผู้ที่ดูดซึมสเตอรอลจากพืชได้มากกว่าปกติ พบได้น้อยมาก ปัจจุบันพบเพียง 45 ราย ในโลก)

คอเลสเตอรอลคืออะไร

คอเลสเตอรอลเป็นสารไขมันคล้ายขี้ผึ้ง ซึ่งมีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกายของคนเรา คอเลสเตอรอลบางชนิดจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ตับของคนเราสามารถผลิตคอเลสเตอรอลให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกายอยู่แล้ว อาหารบางประเภทก็ให้ปริมาณคอเลสเตอรอลเช่นกัน ซึ่งกลายเป็นส่วนเกินจากที่ร่างกายต้องการ

แม้ว่าคอเลสเตอรอลจำนวนหนึ่งในกระแสเลือดจำเป็นต่อสุขภาพของคน หากมีมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายได้ ถ้าระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินไป มันจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ สาเหตุที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง มีหลายประการ เช่น พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร กรรมพันธุ์ ความอ้วน และโรคบางอย่าง เช่น เบาหวานก็เป็นเหตุให้เกิดคอเลสเตอรอลสูงได้

คอเลสเตอรอลมีกี่ชนิด

แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล (LDL Cholesterol = LDL) รู้จักกันว่าเป็น “คอเลสเตอรอลชนิดเลว” ปริมาณ แอล ดี แอล ที่มากเกินไปจะสะสมที่เส้นเลือดแดงของหลอดเลือดหัวใจ และอาจทำให้เกิดโรคหัวใจ ระดับของ แอล ดี แอล ยิ่งสูงเท่าใด อัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งสูงเท่านั้น การลดปริมาณสะสมของ แอล ดี แอล นั้นสามารถป้องกันโรคหัวใจ และลดอัตราการเสียชีวิตได้
เอช ดี แอล คอเลสเตอรอล (HDL Cholesterol = HDL) หรือที่เรียกว่า “คอเลสเตอรอลชนิดดี” เพราะว่าเชื่อกันว่ามันสามารถกำจัดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ การมี เอช ดี แอล ในเลือดสูงอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ถ้ามีระดับต่ำก็จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็น โรคหัวใจ
ไตรกลีเซอไรด์ (TRG : Triglyceride) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งในกระแสเลือดของคนเรา ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดสูงอาจมีระดับ แอล ดี แอล สูงเช่นกัน ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงพร้อมกับมีระดับ แอล ดี แอล คอเลสเตอรอลสูงแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

คอเลสเตอรอล ได้มาจากไหนบ้าง

จากตับของร่างกายเราสร้างขึ้น โดยทั่วไปตับจะสร้างคอเลสเตอรอลได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ถ้ารับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นนิสัย ก็อาจเกิดโทษต่อสุขภาพได้จากคอเลสเตอรอลส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะในหลอดเลือด

อะไรทำให้คอเลสเตอรอลสูง

พฤติกรรมการบริโภค
ขาดการออกกำลังกาย
กรรมพันธุ์
โรคเบาหวาน

ระดับคอเลสเตอรอลสูงเท่าไร จึงเป็นอันตราย

ต้องเข้าใจก่อนว่าความจริงแล้วตัวไขมันในเลือดที่สูงนั้นไม่ได้ทำให้เกิดอาการ อาการต่างๆ เป็นผลมาจากการตีบตันของหลอดเลือดแดง ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงนี้ เริ่มพบตั้งแต่ในวัยรุ่นแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันก็ไม่ได้เกิดจากไขมันลอยไปอุดตันหลอดเลือด จากข้อมูลการศึกษาต่างๆ พบว่าระดับไขมัน คอเลสเตอรอลมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน และหากไขมันคอเลสเตอรอล (รวม) มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อัตราเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลต่างๆ จึงกำหนดค่าของไขมันในเลือดไว้ดังนี้

คอเลสเตอรอล (รวม) (Total Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า            200 มก.ต่อดล.
เริ่มสูง คือ                                   200 -239 มก.ต่อดล.
สูงคือมากกว่า                             240 มก.ต่อดล.

แอล-ดี-แอล คอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า           130 มก.ต่อดล.
เริ่มสูง คือ                                  130-160 มก.ต่อดล.
สูง คือ มากกว่า                          160 มก.ต่อดล.
สูงมาก คือ มากกว่า                    190 มก.ต่อดล.
สำหรับ แอล-ดี-แอล คอเลสเตอรอล ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หรือเป็นเบาหวาน ควรให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 มก.ต่อดล. จะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทางหลอดเลือดลงได้

เอช-ดี-แอล คอเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม มากกว่า             40 มก.ต่อดล.
สูง (เป็นผลดี) มากกว่า                 60 มก.ต่อดล.
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ระดับเหมาะสม น้อยกว่า         150 มก.ต่อดล.

จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินไป

การมีระดับคอเลสเตอรอลสูงมิใช่สิ่งที่คุณจะมองเห็นหรือรู้สึกได้เอง วิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดคือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

คอเลสเตอรอลสูงรักษาหายขาดหรือไม่

คอเลสเตอรอลสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมได้ ระดับคอเลสเตอรอลจะค่อยๆ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกหากหยุดการบำบัด

คอเลสเตอรอลสูงทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร

ปกติหลอดเลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมี แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล มาจับที่ผนังหลอดเลือดจนพอกหนา เรียกส่วนนี้ว่า พลัค (plaque) การก่อตัวของพลัคทำให้หลอดเลือดตีบลง ดังนั้นหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดันให้เลือดเคลื่อนที่ผ่านไปได้ พลัคสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนเลือดในเส้นเลือด และยังสามารถแตกตัวออกมาทำให้เกิดก้อนเลือดแข็งตัว และเมื่อมันเกิดขึ้นในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ หรือสมอง จะทำให้อวัยวะส่วนนั้นขาดเลือด เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด หรืออัมพาตจากสมองขาดเลือด

จะป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร

หยุดสูบบุหรี่
ควบคุมอาหารที่มีคอเลสเตอรอล (LDL-C) และไขมันอิ่มตัวสูง
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
วัดความดันโลหิต, ตรวจเลือดหาภาวะเบาหวาน
ตรวจระดับคอเลสเตอรอลทุกปี (อย่างน้อยปีละครั้ง)